Entries by adminvps

ซูชิ เลือกอร่อยแบบไหนไม่อ้วน

อาหารญี่ปุ่นยอดนิยมอย่าง “ซูชิ” มีหน้าให้เลือกมากมาย แต่หน้าไหนให้พลังงานเท่าไหร่ล่ะ? ซูชิหน้าปูอัด 11 Kcal จริง ๆ แล้ว “ปูอัด”วัตถุดิบซูชิ ที่เราเรียกกันนั้น ถึงจะให้พลังงานน้อยและพอมีคุณค่าทางอาหารจากเนื้อปลาบ้าง แต่ก็ไม่ดีเท่ากับการกินปลา ซูชิหน้าปลาทูน่า 19-52 Kcal ปลาทูน่าเป็นปลาที่มีไขมันสูงและอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 วัตถุดิบซูชิชนิดนี้จะให้พลังงานมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าส่วนที่นำมาทำซูชินั้นมีปริมาณไขมันแทรกอยู่เท่าไหร่ ซูชิหน้าปลาไหล 47 Kcal ปลาไหลบนหน้าซูชิจะเป็นปลาไหลทะเลซึ่งเป็นปลาที่มีไขมันสูงอยู่แล้ว เมื่อนำมาย่างหรือต้มซอสหวานแล้วแต่สูตรของแต่ละร้าน น้ำมันปลาและน้ำตาลในซอสนี่แหละคือที่มาของพลังงานที่พุ่งสูงปรี๊ด ซูชิหน้าปลาหมึก 15 Kcal แม้ปลาหมึก เป็นวัตถุดิบซูชิที่มีคอเลสเตอรอลสูง แต่บนหน้าซูชิมีเนื้อปลาหมึกเพียง 15 กรัมเท่านั้น คอเลสเตอรอลจึงไม่มากเท่าไหร่ แถมเนื้อปลาหมึกยังไม่มีไขมัน นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่เรานำมาให้คุณดูว่า ซูชิ แต่ละชิ้นที่เรากินเข้าไปนั้นมีปริมาณแคลอรีเท่าไร สาวๆท่านไหนที่ชอบทาน ซูชิ ระวังด้วยนะคะ ควรดูปริมาณแคลอรีก่อนรับประทานไม่งั้นหุ่นสวยๆของคุณอาจจะบวมก็เป็นได้ค่ะ

ไข่กุ้งที่ทำ ซูชิ คืออะไรกันแน่

หลายๆคนอาจจะสงสัยกันมานานแล้วว่า ไข่กุ้งที่นำมาทำเป็นหน้าซูชิ มันคืออะไรกันแน่ ดูจากรูปร่างหน้าตาวัตถุดิบซูชิ ตัวนี้แล้วมันไม่น่าใช่ไข่ของกุ้งน้า เอาล่ะ ถ้าสงสัยวัตถุดิบซูชิ ตัวนี้กันมานานแล้วเรามาดูคำตอบกันว่ามันคืออะไรกันแน่ ไข่กุ้ง ที่ใช้ในอาหารญี่ปุ่นจำพวก Shuhiหรือ California rolls นั้นจริงๆแล้วมันคือ ไข่ปลา Tobiuo : Flying Fish คนญี่ปุ่นจึงเรียกไข่ปลาชนิดนี้ว่า Tobikoนั่นเอง อยากรู้กันล่ะสิ ว่า โทบิโกะคืออะไร โทบิโกะ คือ ไข่ของปลา Flying Fish พบตามชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ลำตัวมีความยาว 35 เซนติเมตร จับได้ในช่วงเวลาวางไข่ต้นฤดูร้อน แล้วรู้หรือไม่ ไข่ของปลา Flying Fish มีขนาดเล็กประมาณ 0.5-0.8 มิลลิเมตร ตามปกติจะมีสีส้มแดง รสออกเค็มๆบางครั้งนำไปย้อมเป็นสีอื่นได้ เช่น ย้อมวาซาบิได้ไข่สีเขียว ย้อมขิงได้ไข่สีส้ม หรือย้อมกับหมึกของปลาหมึกจะได้สีดำ ไข่กุ้งนิยมนำมาทำ แคลิฟอร์เนีย โรลซูชิ และคานาเป้อีกด้วยค่ะ น่าทึ่งกันเลยนะคะว่าไข่แค่มีขนาดเล็กๆเนี่ยจะสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ตั้งมากมายแถมทั้งยังรสชาติที่อร่อยอีกด้วย มันสุดยอดไปเลยล่ะค่ะ วัตถุดิบซูชิ แต่ละตัว […]

ทานซูชิอย่างไรให้เกิดประโยชน์

ถ้าคุณรู้จักทาน ซูชิ จะเป็นแหล่งสารอาหารชั้นดีให้ร่างกายครบ แต่ถ้าคุณทานไม่เลือกเจ้าชิ้นพอดีคำนี่แหละ สามารถขยายรอบเอวคุณให้กว้างขึ้นได้ด้วยค่ะ งงกันใช่มั้ยค่ะว่ามันคืออะไร วันนี้เรามีเทคนิคดีๆๆที่จะทำให้คุณทานซูชิแล้วมีสุขภาพที่ดีได้ต่อไปนี้ค่ะ เทคนิคที่ 1 ลองเติมเมล็ดงาลงบนหน้าซูชิ คุณจะได้รับแมกนีเซียมซึ่งเป็นสารช่วยกระตุ้นสมอง หรือจะเพิ่มไข่ปลาคาเวียร์ ลงไปด้วยก็ได้ค่ะ เพื่อโอเมก้า3 อันเต็มเปี่ยมนั่นเอง เทคนิคที่ 2 ถ้าเป็นร้านซูชิชั้นดี จะเลือกใช้เฉพาะปลาสดๆในการทำม้วนโรลนะคะ คุณลองถามหาปลาเหล่านี้ดูค่ะ คือ อลาสกาแซลมอน หรือ ปลาเทราต์เรนโบว์ ซึ่งทั้งสองชนิดต่างอุดมด้วยโปรตีนและโอเมก้า3 ค่ะ เทคนิคที่ 3 บอกเชฟว่า ขอซูชิที่เป็นเนื้อปูจริงๆไม่ใช่เนื้อปลาบดแช่แข็งหรือเนื้อปูเลียนแบบ(ที่มีโปรตีนไม่ถึงครึ่งแถมยังไม่ค่อยมีโอเมก้า3 อีกต่างหาก)แน่นอนว่าย่อมแพงกว่าแต่คุณประโยชน์เยอะกว่ากันมากมายเลยล่ะค่ะ คุณลองใช้เทคนิคเหล่านี้ช่วยในการตัดสินใจนะคะ ว่าคราวหน้าจะเลือกสั่งอย่างไรดี ซึ่งจัดลำดับจากดีที่สุดไปหาแย่ที่สุดโดยวัดจากแคลอรี แต่หลักง่ายๆนะคะ พยายามเลี่ยงของทอด แล้วคุณจะทาน ซูชิ ที่อร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณอีกด้วยค่ะ มาทาน ซูชิ กันค่ะ

ซูชิมายังไง

หลายๆคนอาจจะเคยกินซูชิ หรือ ข้าวปั้นที่มีหลากหลายหน้าให้เลือก แต่เคยสงสัยกันมั้ยว่าแท้จริงแล้ว มันมีต้นกำเนิดมาจากไหน ซูชิ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ข้าวมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชู และกินคู่กับปลา เนื้อหรือของคาวชนิดต่างๆในประเทศญี่ปุ่นแม้ประวัติการทำซูชิจะมีในญี่ปุ่นมาเป็นเวลานานจนคนเข้าใจว่าเป็นของดั้งเดิมของญี่ปุ่น แต่เมื่อนักประวิศาสตร์ของญี่ปุ่นสืบค้นหาที่มาของคำว่า ซูชิ ก็พบว่า ญี่ปุ่นรับเอาวัฒนธรรมการรับประทานอาหารประเภทปลาหมักกับข้าวมาจากประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยและลาวการหมักปลามักทำกันแพร่หลายโดยเกษตรกรที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงซึ่งในขณะเดียวกันนั้นปลูกข้าว มีข้าวบริโภคกันอย่างอุดมสมบูรณ์จึงคิดวิธีรับประทานแบบนี้เข้าสู่ญี่ปุ่นโดยผ่านประเทศจีนสมัยก่อนซูชิของญี่ปุ่นเป็นปลาหมึกมีเครื่องหมักเป็นขิงดอง เนื่องจากขิงดอง และวาซาบิ มีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อโรคนั่นเอง แล้วรู้หรือไม่ว่า มีการคิดค้นซูชิม้วนใส่ไส้เป็นผักต่างๆและไข่มีชื่อว่า แคริฟอร์เนียโรล เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพและการลดน้ำหนักส่วนหนึ่งเพราะชาวตะวันตกคิดว่าข้าวเป็นธัญพืชด้วย เห็นมั้ยนะคะ ซูชิที่เรารับประทานกันนั้นก็มีต้นกำเนิดมาจากอาหารของประเทศไทยเราเหมือนกัน วัตถุดิบซูชิ ต้อง vpshops

เคล็ดลับการทำซูชิแบบปลอดภัย

ซูชิอาหารญี่ปุ่นเลื่องชื่อที่หลายๆคนนิยมรับประทาน เนื่องจากรสชาติที่แปลกใหม่แต่มีทั้งความอร่อยแบบสุดๆ ในปัจจุบันนั้นใครจะรู้กันบ้างล่ะค่ะว่า ซูชิหน้าตาสวยงามน่าอร่อยชวนรับประทานแก่สายตาใครต่อใครนั้นอาจจะมีอันตรายต่อตัวคุณเองก็ได้ หากบริโภคอย่างไม่ระมัดระวังเพราะมัวหลงไหลกับหน้าตาและรสชาติอย่างนั้น การเลือกซูชินั่นสำคัญมากๆค่ะเพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า อาหารญี่ปุ่นนิยมความสดใหม่ของอาหารและส่วนใหญ่แล้วนั้น ยังเป็นเนื้อดิบอยู่ ซึ่งความสะอาดเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดต่อร่างกายของคนเรา คือทำซูชิ ทานเองที่บ้านจะปลอดภัยและสะอาดที่สุดนั้นเอง และวันนี้เรามีคำแนะนำดีๆสำหรับการทำซูชิทานเองที่บ้านแบบปลอดภัย มาฝากกันค่ะ   ปลา สำหรับทำซูชินั้นควรมาจากร้านที่มีการระบุชัดเจนว่านี่คือปลาสำหรับทำซูชิ หรือ ปลาสำหรับทำ ซาซิมิ   ควรเก็บปลาไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 41 ฟาเรนไฮด์หรือต่ำกว่านั้นเพื่อรักษาความสดของปลา แยกปลาดิบ และปลาที่ปรุงสุกแล้วในการเตรียมอาหารอุปกรณ์ที่ใช้ควรแยกจากกัน เห็นมั้ยล่ะค่ะ แค่นี้คุณก็สามารถที่จะทาน ซูชิ ได้อย่างปลอดภัยและสามารถทานที่บ้านพร้อมกับครอบครัวได้อีกด้วยใช่มั้ยล่ะค่ะ วัตถุดิบซูชิ สด สะอาด ต้อง vpshops

รู้จักประเภทของซูชิไว้ไม่เสียหาย

คุณอาจรู้จักซูชิ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าประเภทของซูชิมันมาจากอะไรบ้าง อยากรู้กันหรือเปล่า ถ้าอยากรู้เดี๋ยวเรามาทำความรู้จักกับประเภทของ ซูชิ พร้อมๆกันเลยดีกว่า ประเภทแรก นิงิริซูชิ เป็นซูชิที่พบได้บ่อยในภัตคารอาหาร มีลักษณะข้าวเป็นก้อนรูปวงรีแล้ววางเนื้อปลาดิบไว้ข้างบน เป็นที่นิยมมากที่สุด ประเภทที่สองhosomaki ซูชิทรงกระบอกขนาดเล็กบางๆห่อด้วยสาหร่ายส่วนใหญ่จะมีไส้เพียงอย่างเดียวนิยมทานเพื่อล้างปาก ประเภทที่สาม มิกิซูชิ เป็นซูชิรูปทรงกระบอกม้วนยาวใช้สาหร่ายแผ่กว้างใส่ข้าวใส่ผักใส่เนื้อวางบนแผ่นไม้ไผ่ที่ใช้ห่อซูชิแล้วม้วนให้เข้ากันตัดแบบพอดีคำ ประเภทที่สี่นะค่ะ uramaki เป็นซูชิรูปทรงกระบอกขนาดกลางๆใช้ข้าวห่อสาหร่ายม้วนและโรยด้วยเมล็ดงา ประเภทที่ห้า gunkanmaki ซูชิ ข้าวปั้นรูปไข่ใช่สาหร่ายพันรอบข้าวและมีอาหารทะเลวางไว้ด้านบนนั้นเอง ประเภทที่หก เป็นซูชิรูปกรวยนั้นเองไส้ต่างๆห่อด้วยข้าวและสาหร่ายอีกชั้นห่อเป็นรูปกรวยด้วย ประเภทที่เจ็ด อินะริซูชิ เต้าหู้ทอดแผ่นบางยัดไส้ซูชิเข้าไปมีทั้งข้าว ปลาดิบ และผักอีกด้วย ประเภทที่แปด ชิราซิซูชิ เป็นการจัดปลาดิบที่หั่นเป็นชิ้นๆวางเรียงบนข้าวในภาชนะสวยงามซูชิชนิดนี้จัดทำในแต่ละพื้นที่แตกต่างหันออกไปนั่นเองค่ะ ประเภทที่เก้า โออิซูชิ เอาข้าววางเนื้อปลาไว้รับด้านบนอัดในแม่พิมพ์รูปสี่เหลี่ยมตามยาวหั่นพอดีคำ ประเภทที่สิบ ข้าวปั่นรูปกลมๆวางหน้าซูชิแต้มวาซาบินิดหน่อยห่อด้วยพลาสติกบีบให้เข้ากันทานได้ ประเภทที่สิบเอ็ด ใช้ปลาทั้งตัวมาหั่นแล้วนำมาวางบนข้าว ประเภทที่สิบสอง ซูชิที่มีล่างปลาคล้ายกับปลาส้ม เห็นมั้ยว่าประเภทของซูชิที่เรารับประทานกันอยู่นั้นมีเยอะแยะจนเราเลือกไม่ถูกกันเลยนะค่ะ

ชิ้นส่วนต่างๆของซูชิ

อยากรู้กันล่ะสิว่าซูชิที่เรารับประทานแล้วบอกว่าอร่อยนักอร่อยหนานั่นมันมีชิ้นส่วนยังไงอะไรบ้าง งั้นเราไปศึกษาพร้อมๆกันเลยนะคะว่า ซูชิ ที่เราทานกันอยู่เนี่ยชิ้นส่วนต่างๆมาจากที่ไหนกันบ้าง โดยทั่วไป ปลาทูน่าใน ซูชิ มีส่วนประกอบหลักๆ 3 ส่วนด้วยกันค่ะ ได้แก่ส่วนแรก คือ akamiคือทูน่าที่มีเนื้อสีแดงแบบไร้ไขมันซึ่งจะอยู่ในส่วนหลังของปลาและเป็นซูชิแบบทั่วไป ส่วนเนื้อสีแดงที่นิยมสุดจะอยู่ส่วนกลาง และตรงหลังส่วนหน้าและส่วนที่รับประทานกันน้อยที่สุด ก็คือส่วนหลังนั่นเองครับ ส่วนที่ สอง คือ toroคือ ทูน่าติดมันหรือละลายในปากตามต้นความหมายเดิมของภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเป็น ซูชิ ชั้นดี chu – toro ทูน่าตรงท้องส่วนกลางเป็นส่วนที่มีความมันที่สุดซึ่งเป็นส่วนที่อร่อยและแพง o-toroทูน่าตรงท้องด้านหน้าเป็นส่วนที่มันที่สุด ซึ่งอร่อยและแพงที่สุดอีกด้วย ส่วนที่สามคือ ส่วนอื่นๆไม่ว่าจะเป็น หัวส่วนหน้า แก้ม แก้มด้านหลัง อาจจะไม่ค่อยเจอในร้านทั่วไป จะเจอแค่บางร้านที่มีเมนูเฉพาะเท่านั้น ซึ่งนับว่าหารับประทานได้ยาก ว้าววว ส่วนประกอบของ ซูชิ เนี่ยน่าหารับประทานทั้งนั่นเลยนะค่ะ การที่เราจะทาน ซูชิ ให้อร่อยเราควรไปเลือกทานในถิ่นกำเนิด ในถิ่นปลาดิบในประเทศญี่ปุ่นดูซักครั้งนะค่ะ

เคล็ดลับในการทานซูชิให้อร่อย

ถ้ายังยืนกรานว่า อาหารญี่ปุ่น เป็นอาหารที่คุณชอบรับประทานบ่อยๆ เรามีข้อเสนอแนะดีๆสำหรับคนชอบทานอาหารซูชิมาแนะนำกันค่ะ เวลาที่เราจะรับประทาน ซูชิ ให้พยายามคุณเลือกรับประทานอาหารปรุงสุกให้มากที่สุด เมื่อคุณเกิดความคิดอยากรับประทานอาหารประเภทอาหารดิบให้พยายามถามตัวของคุณเองว่าเราควรรับประทานมันมากแค่ไหนและมีความบ่อยแค่ไหน การเลือกรับประทานอาหารญี่ปุ่นอย่างเช่น ซูชิ ให้ปลอดภัยมากที่สุด คือ เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกไม่รับประทานอาหารดิบแต่คงเป็นเรื่องที่ยากเพราะคนส่วนใหญ่จะมองข้ามเรื่องอนามัยของตนเองเพราะมัวแต่ไปสนใจกับความอร่อยของ ซูชิ ที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าอยู่ดี ถ้าคุณยังชอบรับประทานอาหารญี่ปุ่นเป็นชีวิตจิตใจ ก็ขอแนะนำให้เลือกรับประทานในรูปแบบที่เหมาะสม แค่ขอให้รู้จักเลือก วัตถุดิบซูชิ มารับประทานเป็นอาหาร ก็จะได้ทั้งความอร่อยและความปลอดภัยต่อตัวของเราเอง ถ้าคุณไปทานซูชิบาร์ ให้คุณสังเกตพ่อครัวที่เตรียมอาหารให้คุณว่าสวมถุงมือหรือใช้มือเปล่าสัมผัสกับอาหาร แน่นอนว่าอาหารที่คุณรับประทานอาจมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ก็เป็นได้ และนั่นแหละค่ะถ้ายังไม่อยากร่างกาย ได้รับเชื้อโรคจากอาหารที่คุณรับประทาน

ซูชิ ไม่ได้มีดีแค่อินเทรนด์

ถ้าหากจะนึกถึง อาหารญี่ปุ่นในบ้านเราก็คงจะหนีไม่พ้น ซูชิ อาหารญี่ปุ่นที่เข้ามาแจ้งเกิดในบ้านเราและยังเป็นอาหารที่เป็นที่รู้จักในทั่วโลกอีกด้วย ซูชิเป็นอาหารที่ไม่ได้มีดีแค่ทำให้คนกินดูกิ๊บเก๋เป็นสาวเทรนดี้ย่างเดียว แต่ชูชิ ยังสามารถให้ประโยชน์ ต่อสุขภาพของผู้ที่รับประทานอีกด้วย เพราะส่วนประกอบหลักของอาหารชนิดนี้ อย่างเช่นเต้าหู้ ผักกับปลาดิบนั้นล้วนแต่มีสารอาหารและประโยชน์มากมายอย่างที่คุณอาจคาดไม่ถึงเลยก็ได้ วัตถุดิบซูชิ อย่างเช่น เต้าหู้เนี่ยอุดมไปด้วยสารฟีโต10สโตรเจน วัตถุดิบซูชิ สามารถช่วยทำให้หัวใจแข็งแรงและยังสามารถป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย ส่วนปลาดิบนั้นก็ยังมีกรดโอเมก้า3 ของดีของเด็ดที่ช่วยพัฒนาสมองช่วยกระตุ้นความจำ และสลายไขมันในหลอดเลือดช่วยให้หัวใจแข็งแรงและมีสารต้านอนุมูลอิสระทำให้ผิวพรรณสวย กระจ่างใสขึ้น และนี้ยังอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมคนญี่ปุ่นที่รับประทานอาหาร ซูชิ ประเภทนี้เป็นประจำ ถึงได้มีอายุยืนยาวเฉลี่ยแล้วถึง 85.56 ต่อปี จนกลายเป็นชาติที่อายุยืนที่สุดในชาติหนึ่งของโลกไปแล้ว เทรนด์ดีๆแบบนี้สาวไทยที่อยากมีอายุยืนอยู่กับลูกกับหลานไปนานก็ขอแนะนำเมนูดีๆอย่าง ซูชิ ที่เป็นอาหารทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่ง การที่จะเลือกทาน ซูชิ ที่ดีนั่นเราก็ควรเลือกของที่มาจากต้นตำหรับจะดีมากกว่าทานอาหารญี่ปุ่นแต่คนไทยทำ

ภัยแฝงในซูชิ

          หลายๆคนถ้านึกถึงอาหารญี่ปุ่นคงหนีไม่พ้น ชูชิคงเป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมของคนไทยจำนวนไม่น้อย ซึ่งก็ยืนยันได้จากร้านชูชิ แผงลอยตามตลาดนัคลองถมที่เปิดกันหนาตา ในราคาชิ้นล่ะ 5-10 บาท ราคาที่ถูกย่อมเยาพอดีกับการซื้อมารับประทาน พร้อมทั้งมีหน้าหลากหลายให้ผู้บริโภคเลือกสรรตามใจชอบ ทั้งอร่อยถูกปาก ชิ้นพอดีคำ แต่คุณรู้หรือไมว่าซูชินั้นแฝงไปด้วย เชื้อ อี.โคไลเป็นแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มที่จริงมีอยู่ตามธรรมชาติในลำไส้ใหญ่ของเราเอง แต่ถึงอย่างไรตาม เชื้อตัวนี้มีการปนเปื้อนในอาหาร หรือในมือของผู้ปรุงอาหารด้วยเนื่องจากเวลาที่พ่อครัวจะประกอบอาหารจำเป็นต้องใช้มือสัมผัสกับอาหารโดยตรง ซึ่งถ้าซูชิตามแผงลอยนั้นไม่นิยมใส่ถุงมือ เห็นมั้ยว่า แม้อาหารรสชาติจะอร่อยถูกปากแต่อยากจะตัดสินใจทานซูชิแบบอร่อยๆ ตามแบบต้นตำหรับก็จะขอแนะนำให้หารับประทานตามภัตคารอาหารที่ปลอดภัยและถูกหลักอนามัยแต่อาจจะมีราคาที่สูง แต่แน่นอนว่ารสชาติจะอร่อยกว่าแน่นอนและเราจะได้ทานชูชิที่สะอาด และอร่อยแถมเรายังเพลิดเพลินกับชูชิหน้าต่างๆซึ่งน่ารับประทาน เรื่องหน้าของอาหารซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาหารดูน่ารับประทาน และมีรสชาติที่อร่อยมากยิ่งขึ้นนั่นแหละค่ะเราอาจจะเสียเงินมากหน่อยในการทานซูชิในร้านหรูๆแต่มันก็คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป ได้ทานอาหารแบบไม่ต้องกังวลว่ามันจะสะอาดมั้ย จะสกปรกมั้ย